กำลังโหลด...

ช่องทางติดตามเรา

  • Home
  • วาไรตี้ & ไลฟ์สไตล์
  • พลิกปูมหลังประวัติศาสตร์สากล: ตำนาน ‘คอนสแตนติน ฟอลคอน’ จากกะลาสีเรือผู้ยากไร้ สู่ผู้กุมอำนาจสูงสุดในราชสำนักอยุธยา

พลิกปูมหลังประวัติศาสตร์สากล: ตำนาน ‘คอนสแตนติน ฟอลคอน’ จากกะลาสีเรือผู้ยากไร้ สู่ผู้กุมอำนาจสูงสุดในราชสำนักอยุธยา

ตำนาน คอนสแตนติน ฟอลคอน

ตำนาน คอนสแตนติน ฟอลคอน มหานครอยุธยาในสายตาชาวโลกและบุรุษผู้พลิกหน้าประวัติศาสตร์ หากเราย้อนเวลากลับไปในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 (ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) กรุงศรีอยุธยาไม่ได้เป็นเพียงเมืองหลวงของอาณาจักรสยามเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งใน “มหานครแห่งการค้าที่มั่งคั่งและมีความเป็นสากลมากที่สุดในโลกตะวันออก” บันทึกของพ่อค้าชาวดัตช์และฝรั่งเศสต่างพรรณนาถึงความวิจิตรตระการตาของปราสาทราชวัง และแม่น้ำที่คลาคล่ำไปด้วยเรือสำเภาจากหลากหลายชาติ ทั้งเปอร์เซีย จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ และฝรั่งเศส

ท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการแข่งขันทางการเมืองอันดุเดือดของมหาอำนาจยุโรป ได้ปรากฏชายชาวกรีกผู้หนึ่งที่เดินทางรอนแรมมากับเรือสินค้า เขาเริ่มต้นจากการเป็นเพียงกะลาสีเรือที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ด้วยสติปัญญา เล่ห์เหลี่ยม และจังหวะชีวิตที่ราวกับปาฏิหาริย์ เขาได้ก้าวขึ้นเป็น “เจ้าพระยาวิชาเยนทร์” อัครมหาเสนาบดีผู้ทรงอิทธิพลที่สุด ซึ่งอยู่เบื้องหลังการทูตระดับโลกและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสยามประเทศ นี่คือเรื่องราวของ “คอนสแตนติน ฟอลคอน” (Constantine Phaulkon) ที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์สากล

ส่วนที่ 1: จุดเริ่มต้นจากเกาะเซฟาโลเนีย สู่การผจญภัยในโลกกว้าง คอนสแตนติน ฟอลคอน เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1647 ที่เกาะเซฟาโลเนีย (Cephalonia) ซึ่งในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐเวนิส (ปัจจุบันคือประเทศกรีซ) ครอบครัวของเขาเป็นเพียงครอบครัวชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ด้วยความทะเยอทะยานและต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า ฟอลคอนในวัยเพียง 13 ปี ตัดสินใจหนีออกจากบ้านและสมัครเข้าเป็นกะลาสีเรือในสังกัดของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (English East India Company)

ตลอดระยะเวลาหลายปีบนเรือสินค้า ฟอลคอนได้เรียนรู้วิชาการเดินเรือ การค้าขาย และที่สำคัญที่สุดคือ “ทักษะด้านภาษา” บันทึกของชาวต่างชาติระบุว่า เขามีพรสวรรค์ทางภาษาอย่างน่าทึ่ง เขาสามารถพูดได้ทั้งภาษากรีก อังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส มลายู และต่อมาคือภาษาไทยอย่างแตกฉาน ทักษะเหล่านี้กลายเป็น “อาวุธ” ชิ้นสำคัญที่ทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดและสร้างเครือข่ายคอนเนคชันในดินแดนตะวันออกได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนที่ 2: ก้าวแรกในสยามและการทอดสะพานสู่อำนาจ ฟอลคอนเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาในราวปี ค.ศ. 1675 ในฐานะพ่อค้าและล่ามของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ในช่วงเวลานั้น กรมพระคลังสินค้าของสยามกำลังประสบปัญหาในการจัดการระบบการค้าและการสื่อสารกับชาวต่างชาติที่มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความสามารถทางภาษาและความรอบรู้ในระบบการค้าแบบตะวันตก ฟอลคอนจึงได้รับการแนะนำให้เข้ารับราชการในกรมพระคลังสินค้า

ความฉลาดหลักแหลมของเขาไปเข้าตา “ออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก)” ผู้ซึ่งเป็นพระสหายสนิทและขุนนางคนสำคัญของสมเด็จพระนารายณ์ฯ ฟอลคอนทำงานอย่างหนักและสร้างผลงานมากมาย โดยเฉพาะการนำระบบบัญชีแบบยุโรปมาใช้ ทำให้ราชสำนักสยามสามารถตรวจสอบและเพิ่มรายได้จากการผูกขาดทางการค้าได้อย่างมหาศาล ความซื่อสัตย์ (ในระยะแรก) และประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้ฟอลคอนได้รับการโปรดปรานและเลื่อนยศอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยตรง

ส่วนที่ 3: หมากรุกกระดานใหญ่: การคานอำนาจระหว่างดัตช์และฝรั่งเศส เพื่อให้เข้าใจถึงบทบาทของฟอลคอน เราต้องเข้าใจบริบททางการเมืองโลกในยุคนั้นก่อน ในศตวรรษที่ 17 บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (VOC) มีอิทธิพลทางการค้าและกำลังทหารสูงมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดัตช์ใช้วิธีปิดล้อมอ่าวไทยและบีบบังคับให้สยามทำสนธิสัญญาที่เสียเปรียบทางการค้า สมเด็จพระนารายณ์ทรงตระหนักถึงภัยคุกคามนี้ และทรงต้องการหา “พันธมิตรใหม่” ที่มีอำนาจทัดเทียมกันมาคานอำนาจดัตช์

ฟอลคอน ซึ่งในขณะนั้นก้าวขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาคนสนิท ได้เสนอแผนยุทธศาสตร์ที่พลิกประวัติศาสตร์ นั่นคือการชักนำ “ฝรั่งเศส” ภายใต้การนำของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (King Louis XIV) เข้ามาเป็นพันธมิตร ฟอลคอนใช้ทักษะทางการทูตชั้นยอดในการเจรจากับคณะทูตและบาทหลวงชาวฝรั่งเศส เขาสร้างภาพลักษณ์ให้สยามเป็นดินแดนที่เปิดกว้างและมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางของฝรั่งเศสในเอเชีย

ผลงานชิ้นเอกของเขาคือการสนับสนุนและจัดการให้คณะราชทูตสยาม นำโดย “ออกพระวิสุทธิสุนทร” (โกษาปาน) เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรี ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1686 ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้กับราชสำนักยุโรปเป็นอย่างมาก ความสำเร็จนี้ทำให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงแต่งตั้งให้เขาเป็น “เจ้าพระยาวิชาเยนทร์” กุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดินเกือบทั้งหมด

ส่วนที่ 4: ตำนานรักและความรุ่งโรจน์ของ ‘ท้าวทองกีบม้า’ นอกเหนือจากเรื่องการเมือง ตำนานของฟอลคอนยังผูกพันกับสตรีผู้หนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย” นั่นคือ มารี กีมาร์ (Maria Guyomar de Pinha) หญิงสาวลูกครึ่งโปรตุเกส-ญี่ปุ่น-เบงกอล ผู้ซึ่งฟอลคอนได้ตกหลุมรักและแต่งงานด้วย

มารี กีมาร์ หรือที่คนไทยรู้จักในนาม “ท้าวทองกีบม้า” ได้รับอิทธิพลจากความมั่งคั่งและอำนาจของสามี เธอได้เข้าไปมีบทบาทในการดูแลเครื่องคาวหวานในราชสำนัก ตำนานเล่าว่าเธอได้นำไข่ไก่และน้ำตาล (ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ชาวโปรตุเกสคุ้นเคย) มาดัดแปลงและผสมผสานกับเทคนิคท้องถิ่น จนเกิดเป็นขนมไทยตระกูลทองอันเลื่องชื่อ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง ซึ่งกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอาหารที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนที่ 5: เมฆหมอกแห่งความขัดแย้งและฟางเส้นสุดท้าย อำนาจที่ล้นฟ้าของฟอลคอนนำมาซึ่งศัตรูที่มองไม่เห็น ขุนนางชาวสยามจำนวนมากเริ่มรู้สึกไม่พอใจและหวาดระแวงในอิทธิพลของชาวต่างชาติผู้นี้ โดยเฉพาะเมื่อฟอลคอนได้ชักนำให้กองทหารฝรั่งเศสเข้ามาประจำการที่ป้อมปราการในเมืองบางกอก (กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน) และเมืองมะริด

บันทึกของซีมง เดอ ลาลูแบร์ (Simon de La Loubère) ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางมาอยุธยา ได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของฟอลคอนว่า เขามีความเย่อหยิ่ง ชอบใช้อำนาจเผด็จการ และมักลงโทษผู้ที่ต่อต้านเขาอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ฟอลคอนยังมีวาระซ่อนเร้นในการพยายามเปลี่ยนให้สมเด็จพระนารายณ์เข้ารีตเป็นคริสต์ศาสนิกชน ซึ่งถือเป็นการแตะต้องความเชื่อหลักของอาณาจักร ทำให้กลุ่มขุนนางชาตินิยมและคณะสงฆ์ ซึ่งนำโดย “พระเพทราชา” (ผู้บัญชาการกรมช้าง) เริ่มรวบรวมกำลังเพื่อต่อต้าน

ส่วนที่ 6: จุดจบอันน่าสยดสยองของการปฏิวัติสยาม ค.ศ. 1688 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1688 เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงประชวรหนักจนไม่สามารถว่าราชการได้ พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) ได้ฉวยโอกาสนี้ก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในพระราชวังลพบุรี

ฟอลคอนรู้ตัวว่าภัยกำลังมาถึง เขาพยายามขอความช่วยเหลือจากกองกำลังทหารฝรั่งเศสที่บางกอก แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากนายพลฝรั่งเศสไม่ต้องการเสี่ยงทำสงครามกลางเมือง ในที่สุด ฟอลคอนก็ถูกจับกุมตัวด้วยข้อหากบฏและพยายามยกแผ่นดินให้กับต่างชาติ

บันทึกของคณะบาทหลวงฝรั่งเศสที่อยู่ในเหตุการณ์ พรรณนาถึงช่วงเวลาสุดท้ายของอดีตผู้ยิ่งใหญ่ว่า ฟอลคอนถูกทรมานอย่างหนักเพื่อรีดเค้นหาทรัพย์สมบัติที่ซ่อนไว้ ก่อนที่จะถูกนำตัวไปประหารชีวิตที่ทะเลชุบศร (ลพบุรี) ในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1688 เพชฌฆาตได้ใช้ดาบฟันร่างของเขาจนขาดเป็นท่อนๆ และปล่อยให้สุนัขกินเพื่อเป็นการประจาน จุดจบของเขานั้นช่างแสนสาหัสและตรงข้ามกับชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์อย่างสิ้นเชิง

ส่วนมารี กีมาร์ ผู้เป็นภรรยา ก็ต้องตกระกำลำบาก ถูกริบทรัพย์สินทั้งหมด และถูกจองจำในคุกหลวงเป็นเวลานาน ก่อนที่ในบั้นปลายชีวิตจะได้รับการปล่อยตัวและกลับมามีบทบาทในห้องเครื่องอีกครั้งในสมัยต่อมา

บทสรุป: วีรบุรุษหรือคนทรยศ? เรื่องราวของ คอนสแตนติน ฟอลคอน ยังคงเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์มาจนถึงทุกวันนี้ ในมุมมองของชาวตะวันตกบางกลุ่ม เขาคือ “นักการทูตผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล” ที่พยายามนำสยามก้าวเข้าสู่เวทีการค้าโลก แต่ในมุมมองของนักชาตินิยมสยาม เขาคือ “คนทรยศ” ที่ฉวยโอกาสกอบโกยผลประโยชน์และพยายามขายชาติให้กับจักรวรรดินิยมฝรั่งเศส

แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ ชายชาวกรีกผู้เริ่มต้นจากการเป็นกะลาสีเรือล้างดาดฟ้าคนนี้ ได้ใช้สติปัญญาและความทะเยอทะยาน จารึกชื่อของตนเองลงในหน้าประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างลึกซึ้งที่สุด และตำนานการขึ้นสู่จุดสูงสุดและร่วงหล่นลงสู่จุดต่ำสุดของเขา จะยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ทรงพลังและมีสีสันที่สุดตลอดกาล

ติดต่อโฆษณา >> คลิก <<

สนใจจ้างงานหรือลงโฆษณา?

เราพร้อมช่วยผลักดันแบรนด์ของคุณด้วยรีวิวคุณภาพสูง และเทคนิคการนำเสนอที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้จริง